ยึดกฎเหล็ก ก่อนจะซื้อ จะขาย (2)
กฎเหล็กก่อนจะซื้อ จะขายฉบับที่แล้ว ทิ้งท้ายไว้ที่ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และที่สำคัญคือ เราต้องสร้างนิสัยส่วนตัว และเตือนใจอยู่เสมอก่อนการลงทุนว่า จะซื้อหุ้นเพื่อลงทุน ต้องทำให้เหมือนกับเราตั้งใจจะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ฉบับนี้เลยจะขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมในการลงทุนดังว่า
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจถ่านหินกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ในฐานะคนทำธุรกิจ เมื่ออยู่ช่วงขาขึ้น ก็ต้องกอบโกยยอดขายให้ได้มากที่สุด แล้วผู้บริหารเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็น แสดงว่าหุ้นตัวนี้ไว้ใจได้ เราต้องไกลให้ถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เพราะเหล่านี้คือแนวทางการบริหารกิจการที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จยุคใหม่
ความโดดเด่นล่ะ เทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นไง สไตล์ "ใจนักเลง" กล้าได้กล้าเสีย หรือกล้าอย่างมีเหตุ มีผล ฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร หนี้สินเป็นอย่างไร 3-5 ปีจากนี้ไปธุรกิจนี้เป็นอย่างไร ถ้ายังเติบโตสูงๆ ก็ใจเย็นๆ พยายามหาข้อเสีย หาจุดอ่อนเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ยิ่งมีน้อย ยิ่งมั่นใจ จะจ่ายปันผล หรือไม่จ่ายไม่สำคัญ แต่สำคัญตรงที่ว่า ถ้าไม่จ่ายปันผล แล้วเอาเงินไปทำอะไร ถ้าเอาไปลงทุน ก็จบ เพราะยิ่งลงทุนแล้วสร้างกำไร ยิ่งขยาย ราคาหุ้นก็ยิ่งขยับ
แน่นอนว่า คงไม่สามารถตอบได้ 100% ว่าหุ้นที่เราซื้อจะปลอดภัย เพียงแต่เราดูว่า "ความเสี่ยง" และ "โอกาส" ที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงเป็นอย่างไร หากเราพบว่า โอกาสที่จะให้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงพอรับได้ ก็จะมั่นใจ
ซื้อมาแล้ว ก็ต้องถามต่อว่า "จะขายเมื่อไหร่" และขายราคาไหน ถือยาวแค่ไหน
ข้อแรกเลยสำหรับหุ้นที่เราซื้อ และถืออยู่ จำไว้เลยว่า "ถ้าพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนให้ขายทันที" หรือไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมาย ก็ขายเช่นกัน
ข้อนี้สำคัญนะครับ ตัวอย่างเช่น หุ้น CGS ปีที่แล้วจ่ายปันผล 11 สตางค์ ปีนี้กำไรดี ควรจะจ่ายมากกว่า แต่บังเอิญเขาจ่ายน้อยกว่าที่เราคาดหวัง แค่ 8 สตางค์ นั่นหมายความว่า "ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมาย" แม้จะไม่มาก แต่ก็ผิดจากที่เราประเมิน ที่เราวิเคราะห์ ก็ต้องปล่อยออก หรือขายออก ไม่ขาดทุน แต่แค่กำไรน้อยหน่อยเท่านั้นเอง เพราะถือไว้ก็ไม่มีประโยชน์
ข้อต่อมาคือ เมื่อถึงราคาเป้าหมายจะขายทันที กรณีนี้เคยแล้ว เช่น เป้าหมายแรก 20 บาท ไม่ขาย เพราะแนวโน้มยังขึ้นต่อ พอ 25 บาท ไม่ขาย เพราะแนวโน้มขึ้นต่อ ก็ต้องปล่อย พอถึง 30 บาท ก็ไม่ขาย ช่วงที่ขึ้นมาก็ดูแนวโน้ม ว่ามีโอกาสจะไปต่อหรือเปล่า มีข้อมูลข่าวสารสนับสนุนที่พอจะให้หุ้นขึ้นได้หรือไม่ ถ้าไม่มี ก็เตรียมปล่อยของทันที
ข้อสุดท้าย หากถือแล้วการเติบโตของกำไรน้อยมาก คำนวนดูแล้วไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับหุ้นตัวใหม่ หรือการขยายตัวของเราเริ่มลดลง ก็ต้องปล่อย หรือขายออกไป แล้วไปหาหุ้นที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตดีๆ เข้ามาแทน
นอกจากนี้อยากให้ท่าน "รักเงิน ไม่รักหุ้น" ใช้คำนี้ยึดเป็นแนวทาง บางท่านรักหุ้น รักผู้บริหาร เห็นว่าเขาดี ชื่นชม เชิดชู ไม่ผิดหรอกครับ แต่ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่า เราลงทุนด้วยเหตุผลอะไร เพื่อ "เงิน" หรือ "กำไร" ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เหตุผลอื่นๆ ก็ต้องตัดทิ้ง
หุ้นดี มีความมั่นคง ผู้บริหารดี วิสัยทัศน์เยี่ยม แต่กิจการเริ่มโตช้า ผลตอบแทนเริ่มทรงๆ ตัว แบบนี้ถือต่อ เงินในพอร์ตของเราจะโตไม่มาก ผิดวัตถุประสงค์ ที่เราต้องการรวย
สิ่งเหล่านี้ อยากให้ยึดถืออย่างเคร่งครัด เชื่อว่าหากทำได้ ความสำเร็จจะรออยู่ตรงหน้า จงเชื่อมั่นใจตัวเอง เชื่อพลังภายในของตัวเอง และมีศรัทธาในตัวเอง เราจะได้ไม่เป็นเหยื่อความคิดของคนภายนอก และจำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า "รักเงิน ไม่รักหุ้น" อย่าภาคภูมิใจในหุ้นที่ถือ หากไม่ได้ทำให้เกิดรายได้ที่น่าพอใจ
ทีเด็ดประจำฉบับ คราที่แล้วให้กอดน้องยูมิ(UMI) ไว้เป็นทีเด็ด ฉบับที่แล้วราคาอยู่ที่ 5.60 ณ วันนี้ 5.70 ขายหรือถือต่อดี
ทีเด็ดฉบับนี้ ยังแนะให้ถือต่อไป เพดานหุ้นตัวนี้ นักวิเคราะห์ให้ไว้ที่ 7.30
แต่ให้ข้อสังเกตไว้นิดนึงว่า ถ้าน้องยูมิ(UMI) เธอเริ่มถอดเสื้อผ้าออกเมื่อไหร่ ให้รีบตีจากทันที อย่าได้คิดกอดไว้เลยเชียว เพราะอะไร? น่ะหรือ...
ถ้าเคยอ่านข่าวหมอที่โดนมอมยาแล้วเชิดรถ พร้อมทรัพย์สินที่เชียงใหม่ โดยคนร้ายใช้ยาสลบทาไว้ที่นมของเธอ ก็จะเข้าใจว่าทำไม?
“น้องยูมิ(UMI) อาจกลายร่างเป็น “น้องแต้ม กฤติยา” สาวหมวยมหาภัยก็ได้ ใครจะรู้...หุหุ”
ธณพงศ์ มีทอง













